
ระบบจอดรถอัตโนมัติ (Automatic Parking) ทำไมต้อง Clash Check ด้วย BIM
thongchad boonyou
Adminสำหรับเจ้าของโครงการที่ใช้กระบวนการ BIM อยู่แล้ว บทความนี้คือแนวทางการประสานงานกับระบบจอดรถอัตโนมัติ (Automatic Parking) อย่างมีประสิทธิภาพ
BIM ในระบบจอดรถอัตโนมัติ
ปัจจุบันอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่หันมาเลือกใช้ระบบจอดรถอัตโนมัติมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้พื้นที่ขายตาม FAR คืนมาแล้ว ยังเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ของการออกแบบ และเพิ่มมูลค่าโครงการในแง่การตลาดอีกด้วย
เมื่อเจ้าของโครงการต้องเลือกผู้ให้บริการระบบจอดรถอัตโนมัติ (Autopark) นอกจากเรื่องราคา คุณสมบัติ และระบบประกอบต่างๆ แล้ว ยังต้องคำนึงถึงการประสานงานแบบ 3 มิติ (3D Drawing Coordination) ด้วย และในเรื่องนี้ BIM คือเครื่องมือที่ช่วยได้ดีมาก
ผู้รับเหมาระบบจอดรถอัตโนมัติต้องเข้าใจมิติของงานออกแบบสถาปัตยกรรมและงานวิศวกรรมที่ประสานกัน ขณะเดียวกันก็ต้องใส่รายละเอียดทางเทคนิคของระบบจอดรถแต่ละชนิดเข้าไปด้วย
อาคารแต่ละแห่งออกแบบบนพื้นที่ที่ต่างกัน รูปทรงและฟังก์ชันจึงต่างกันไป และไม่ใช่ทุกระบบจอดรถที่เหมาะกับทุกอาคาร แต่ด้วยการแข่งขันที่ค่อนข้างสูงและราคาต่อหน่วย (Unit Rate) ที่คำนวณได้ง่าย หลายเจ้าจึงนำเข้าระบบจากต่างประเทศมาแข่งกันด้านราคา ปัญหาคือ การยืนยันว่า "ทำได้" และ "เหมาะกับโครงการ" มักอ้างอิงจากประสบการณ์เท่านั้น หลักฐานที่มีให้ดูคือการพาเจ้าของโครงการไปดูงานที่สร้างเสร็จแล้ว ซึ่งไม่ได้เปิดเผยกลไกหรือความยากลำบากกว่าจะได้งานนั้นมา เจ้าของโครงการจึงเจอปัญหาตามมาไม่น้อย
ผู้เขียนจึงอยากใช้พื้นที่นี้เล่าประสบการณ์การรวมโมเดล BIM (Combine BIM) เข้ากับระบบจอดรถอัตโนมัติ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเจ้าของโครงการที่กำลังมองหาระบบที่เหมาะกับโครงการของตน
LOD ของระบบจอดรถอัตโนมัติควรเป็นอย่างไร
ปัจจุบัน BIM Forum ยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนสำหรับระบบจอดรถอัตโนมัติ และคิดว่าในอนาคตก็คงไม่มี สุดท้ายแล้วการกำหนด LOD (Level of Development) และความเป็นเจ้าของโมเดล (Model Ownership) จะมาจากผู้ออกแบบระบบจอดรถอัตโนมัติทั้งหมด แต่เมื่อไม่ได้ใส่ข้อมูลมาในโมเดล ก็จะไม่รู้ว่าแค่ไหนจึงถือว่าครบถ้วน จึงต้องมีมาตรฐานประกอบ ปัจจุบันมีแบรนด์ให้เลือกมากขึ้นเรื่อยๆ และระบบก็ถูกพัฒนาให้ตอบโจทย์การออกแบบอสังหาริมทรัพย์ในบ้านเรามากขึ้นด้วย
โมเดลต้องระบุตำแหน่งและน้ำหนัก (Load) ให้วิศวกรโครงสร้างคำนวณได้
ผู้ออกแบบงานโครงสร้าง (Structural Engineer) ต้อง "เผื่อน้ำหนัก" ในแต่ละตำแหน่งของโครงสร้างที่จะรองรับระบบ ไม่ว่าจะเป็นการฝากยึดหรือรับน้ำหนักโดยตรง หากไม่ได้เผื่อไว้ตามแต่ละตำแหน่ง การแก้แบบโครงสร้างภายหลังอาจทำให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน และโครงสร้างต้องใหญ่ขึ้น
Clearance ของรถแต่ละประเภทต้องแม่นยำ
ข้อกำหนดโครงการ (Programming) ระบุความต้องการไว้แล้วว่าจะรองรับรถประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ (Van) รถเก๋ง (Sedan) หรือ SUV ซึ่งมีขนาดและพื้นที่ที่ต้องการต่างกัน สิ่งเหล่านี้ควรกำหนดตั้งแต่ต้น และยังช่วยให้โครงการตรวจทาน (Recheck) จำนวนช่องจอดอัตโนมัติว่ายังเป็นไปตามข้อกำหนดโครงการ (Project Requirement) อยู่ตลอดหรือไม่
งานระบบประกอบอาคารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
งานระบบไฟฟ้ามีบทบาทไม่น้อยกับงานออกแบบ ตำแหน่งตู้โหลดและแนวเดินสายเมนไฟฟ้าไปเลี้ยงระบบเป็นจุดที่ Clash บ่อยมากกับถาดส่งรถ บางยี่ห้อที่วางตู้โหลดของลิฟต์ไว้ในบ่อลิฟต์ (Lift Pit) ก็ต้องนำระดับน้ำท่วมสูงสุดมาพิจารณาร่วมด้วย เพื่อป้องกันความเสียหาย และให้ระบบยังทำงานได้แม้มีท่อน้ำในอาคารรั่ว
งานระบบป้องกันอัคคีภัย (Fire Protection) กับกลยุทธ์การวางตำแหน่งสปริงเกลอร์
หัวสปริงเกลอร์แบบตั้ง (Upright) เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดในงานออกแบบ ท่อของระบบนี้ต้องการระยะว่าง (Clear Height) อย่างน้อย 20 ซม. จากท้องพื้น โดยปกติโมเดลงานระบบนี้มักมาทีหลัง ทำให้รวมโมเดลได้ช้า กว่าจะรู้ปัญหาก็แก้ยากแล้ว เพราะต้องเผื่อไว้ตั้งแต่ช่วง Design Development หากผู้ออกแบบมีกลยุทธ์ที่ดีในการรวมระบบนี้เข้ามาตั้งแต่ต้น จะลดเวลาได้มาก
บทสรุป
ยังมีอีกหลายเรื่องที่ค่อนข้างซับซ้อนเกี่ยวกับระบบจอดรถอัตโนมัติที่ Clash Detection ช่วยได้ ด้วยความพร้อมของ HOOK BIM Team ที่มีประสบการณ์และความชำนาญด้านนี้มากกว่าสิบโครงการ เรามั่นใจว่า BIM จะช่วยให้โครงการของท่านดำเนินไปได้อย่างราบรื่น